กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงเชิงประกอบ (compound light microscope)

กล้องจุลทรรศน์ ( Microscope ) คือ เครื่องมือที่ใช้ศึกษาสิ่งที่มีขนาดเล็กที่ตาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น จุลินทรีย์ เซลล์เม็ดเลือด เป็นต้น

กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง (light microscope) หรือ กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบเชิงประกอบ (compound light microscope)  เป็นกล้องจุลทรรศน์ ชนิดที่ใช้เลนส์หลายอัน และมีกำลังขยายต่างๆ กัน จะเห็นภาพวัตถุได้โดยการสะท้อนแสงจากวัตถุเข้าสู่เลนส์ 2 ชุด คือ เลนส์ใกล้วัตถุ  (objective lens)  และเลนส์ใกล้ตา (ocular lens หรือ eyepiece)

หลักการทำให้มองเห็น

1. เริ่มจากแสงจากแหล่งกำเนิดแสง ถูกปล่อยเข้าสู่เลนส์รวมแสง

2. เมื่อมาถึงเลนส์รวมแสง แสงจะส่องไปยังวัตถุที่อยู่แท่นวางวัตถุ และสะท้อนแสงจากวัตถุเข้าสู่เลนส์ใกล้วัตถุ  และสะท้อนไปยังเลนส์ใกล้ตา เกิดเป็นภาพเสมือนจริงหัวกลับ

กล้องจุลทรรศน์ช่วยให้เราสามารถศึกษาสิ่งขนาดเล็กได้ เหมือนได้เข้าสู่อีกโลกขนาดจิ๋ว และช่วยเพิ่มความก้าวหน้าทางด้านต่างๆ เช่น ด้านการแพทย์ ด้านวิทยาศาตร์ชีวภาพ เป็นต้น

Popularity: unranked [?]

ตู้อบลมร้อน (HOT AIR OVEN)

ตู้อบลมร้อนเป็นเครื่องมือพื้นฐานชนิดหนึ่งที่พบในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตรทั่วๆไป เพราะใช้สําหรับการอบวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ให้แห้ง ใช้รักษาอุณหภูมิของปฎิกิริยาในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการบางชนิดให้คงที่ ใช้อบฆ่าทําลายเชื้อโรค ใช้อบเพาะเชื้อจุลชีพ ใช้หาความชื้นในตัวอย่าง เป็นต้น

หลักการทํางานตู้อบลมร้อน ความร้อนจากแหล่งกําเนิดความร้อนถูกถ่ายเทให้วัตถุ โดยกระบวนการนําความร้อน (conduction) การพาความร้อน(convection) และการแผ่รังสี(radiation) ความร้อนที่ถูกควบคุมอย่างเหมาะสมด้วยตัวไวความร้อนและระบบควบคุมอุณหภูมิทําให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว จากของเหลวกลายเป็นไอ หรือจากของแข็งเป็นไอ โดยความร้อนจากตู้อบลมร้อนจะสัมผัสพื้นผิวด้านนอกของอุปกรณ์หรือเครื่องมือก่อน แล้วความร้อนจะค่อยๆ ถูกนำผ่านเข้าสู่เนื้อวัสดุ ดังนั้นขณะที่ความร้อนค่อยๆ ผ่านเข้าสู่เครื่องมือหรือวัสดุ เชื้อจุลชีพที่มีอยู่ที่เครื่องมือหรือวัสดุที่ต้องการทำให้ปราศจากเชื้อจะถูกทำลาย สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่ความร้อนผ่านเข้าสู่อุปกรณ์อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงความร้อนสัมผัสกับพื้นผิวนอกของอุปกรณ์เท่านั้น

การอบแห้งและเครื่องอบแห้งมีความสำคัญในการลดความชื้นของวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มชนิดผง ยา อุตสาหกรรมสีย้อม อุตสาหกรรมไม้ เป็นต้น การรู้จักชนิดของเครื่องอบแห้ง และการเลือกใช้ชนิดของเครื่องอบแห้งให้ตรงกับคุณสมบัติจำเพาะของวัตถุดิบ และ ขนาดของเครื่องอบและเวลาที่ใช้ในการอบ จะส่งผลต่อปริมาณไฟฟ้าที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการ

Popularity: unranked [?]

เครื่องเขย่าสาร Shaker

เครื่องเขย่าสาร(Shaker) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับเขย่าสารผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว มีที่จับยึดภาชนะรูปทรงต่าง ๆ  ส่วนมากแล้วจะใช้ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยเครื่องดังกล่าวสามารถควบคุมความเร็ว ทิศทางของการเขย่า ระยะเวลา ได้ตามคุณสมบัติของสารเคมีแต่ละชนิดอย่างเหมาะสม

สารตัวอย่างที่ได้จากการเขย่าจะมีลักษณะที่เป็นการผสมเข้ากันได้ดี ซึ่งเกิดจากการปรับความเร็วที่เหมาะสมในช่วงเวลาการเขย่าสาร การทำงานเครื่องเขย่าสารเคมีเพื่อให้ตกตะกอน ก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากวงจรที่ใช้ควบคุมเวลามีความแม่นยำสูง วงจรควบคุมความเร็วมอเตอร์สามารถปรับได้ตามต้องการ ทิศทางของการเขย่าสารเคมีสามารถสั่งงานให้ทำได้ 2 ลักษณะ คือ หมุนเป็นวงกลมและเคลื่อนที่ซ้ายขวา การตั้งเวลาในการทำงานสามารถตั้งให้ทำงานได้ทั้งแบบวินาทีและนาที การรับน้ำหนักของของเหลวในการเขย่าสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 10 กิโลกรัม

Popularity: 1% [?]

การสังเคราะห์สาร โดยวิธีไฮโดรเทอร์มัล (Hydrothermal synthesis)

การสังเคราะห์สาร โดยวิธีไฮโดรเทอร์มัล (Hydrothermal synthesis) เป็นวิธีการสังเคราะห์สารหรือการทำให้เกิดผลึก ในสภาวะที่ใช้อุณหภูมิ และความดันสูง ในตัวทำละลายที่เป็นน้ำ (hydrothermal)  การปลูกผลึกโดยวิธีนี้จะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า autocalve or Teflon lined Hydrothermal Synthesis Autoclave Reactor โดยทั่วไป autoclave  นี้จะประกอบด้วย กระบอกและฝาปิดอย่างหนาที่ทำด้วยสแตนแลสสตีล (Stainless steel) ซึ่งยึดกันด้วยเกลียวของฝาและกระบอกสเตนเลส หรือใช้น๊อตหกเหลี่ยมที่มีเกลียวยึดฝาและกระบอกสเตนเลส ภายในกระบอกสแตนเลสจะมีภาชนะที่มีลักษณะเป็นกระบอกมีฝาปิดเช่นเดียวกัน ใช้สำหรับใส่สารเคมีและตัวทำละลายต่างๆ วัสดุที่ใช้จะต้องทนกรด-ด่าง รวมถึงทนความร้อนและความดันสูงได้ ซึ่งวัสดุนี้จะทำมาจากเทฟลอน (Teflon) และจะมียางที่ทนความร้อน (O-ring) ประกบระหว่างฝาปิดและกระบอกเทฟลอน เพื่อป้องกันไอของสารรั่วออกมา

ข้อดีของการสังเคราะห์สารหรือการปลูกผลึกด้วยวิธีนี้คือ สามารถสังเคราะห์สารที่ผลึกไม่มีเสถียรภาพที่จุดหลอมเหลว, ผลึกวัสดุที่มีความดันไอสูงใกล้กับจุดหลอมเหลว, สามารถควบคุมขนาดผลึกให้เล็กหรือใหญ่ได้ โดยการปรับอัตราส่วนของสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบ และผลึกที่ได้ยังมีคุณภาพดีอีกด้วย ส่วนข้อเสีย คือ ใช้อุปกรณ์ที่มีราคาสูง และ ไม่สามารถสังเกตเห็นกระบวนการเกิดผลึกในขณะทำการทดลองได้

 

Popularity: 1% [?]

VX nerve agent

VX (nerve agent) เป็นสารพิษอันตรายมาก ที่อยู่ในกลุ่มสารพิษชนิดออกาโนฟอสเฟต (โครงสร้างทางเคมีประกอบด้วยธาตุ PO และ CH) ชื่อตาม IUPAC คือ O-ethyl S-[2-(diisopropylamino)ethyl] methylphosphonothioate

ลักษณะสารเป็นของเหลวสีน้ำตาล มีความหนืดสูงคล้ายน้ำมันเครื่อง ไม่มีกลิ่นและรส มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทของร่างกาย ในสงครามใช้เป็นอาวุธเคมี มีความเป็นอันตรายมากกว่า ซาริน ที่ทำลายระบบประสาทเช่นเดียวกัน เมื่อ VX nerve agent สัมผัสกับผิวหนังในปริมาณ 10 มิลลิกรัม หรือหากสารนี้อยู่ในอากาศและสูดดมเข้าไปในปริมาณ 30-50 mg.min/m3 ก็เพียงพอที่จะทำให้ได้รับอันตรายได้แล้ว โดยอันตรายทีเกิดขึ้นคือการรบกวนการส่งสัญญาณของกระแสประสาท ทำให้มีอาการชัก หมดสติ อัมพาต และภาวะหายใจล้มเหลว

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อสัมผัสกับ VX (nerve agent) ต้องรีบเช็ดหรือทำความสะอาดผิวหนังให้เร็วที่สุด และออกจากพื้นที่มีมีการแพร่ หรือการปนเปื้อน ไปอยู่ในที่ปลอดภัยอากาศถ่ายเทสะดวก จากนั้นนำผู้สัมผัสสารพิษ พบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป

Popularity: 1% [?]

blue bottle experiment

การทดลองขวดสีน้ำเงิน (blue bottle experiment)

น้ำตาลกลูโคส ที่อยู่สารละลายที่เป็นด่าง จะมีคุณสมบัติเป็นตัวรีดิวซ์ เมื่อเติมเมทิลลีนบลู (อินดิเคเตอร์สีฟ้า) ลงไปจะถูกรีดิวซ์ด้วยกลูโคส จะไม่มีสี หากทำการเขย่าสารละลายนี้จะมีความเข้มข้นของออกซิเจนเพิ่มขึ้น และเมทิลลีนบลู จะถูกออกซิไดซ์ กลับคืนเป็นสีฟ้าอีกครั้ง หลังจากเขย่าสารละลายนี้แล้ว หากทิ้งสารละลายไว้ก็จะกลับกลายเป็นสารละลายที่ไม่มีสีอีกครั้ง เนื่องจากเมทิลลีนบลูถูกรีดิวซ์ด้วยน้ำตาลกลูโคสในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน

การทดลองนี้มีความน่าสนในเป็นอย่างมาก เมื่อเขย่าสารละลายจะมีสีฟ้าเกิดขึ้น และเมื่อตั้งทิ้งไว้สักครู่สารละลายก็จะกลับกลายเป็นสารละลายที่ไม่มีสี เราสามารถทำกลับไป กลับมาได้หลายครั้ง และยังแสดงถึงสมดุลของปฏิกิริยารีดอกซ์อีกด้วย

อุปกรณ์ และสารเคมี

1. แว่นตากันสารเคมี

2. ขวดแก้วใส่สารเคมีขนาด 1 ลิตร (ขวดรูปชมพู่ หรือ ขวดแก้วอื่นๆ)

3. จุกยางสีดำสำหรับอุดปากขวดรูปชมพู่

4. โซดาไฟ (sodium hydroxide) 8 กรัม

5. น้ำตาลกูลโคส (glucose or dextrose) 10 กรัม

6. สารเมทิลลีนบลู (methylene blue) 0.05 กรัม

 

วิธีการทดลอง

1. สวมแว่นตากันสารเคมีให้เรียบร้อย

2. ละลายเมทิลลีนบลู 0.05 กรัม ในสารละลาย เอทานอล 0.1% (v/v) 50 มิลลิลิตร

3. ชั่งโซดาไฟ 8 กรัม และเทใส่ขวดรูปชมพู่ขนาด 1 ลิตร

4. เติมน้ำกลั่น 300 มิลลิลิตร และ กลูโคส 10 กรัม คนให้กลูโคสละลายจนหมด

5. เติมสารละลายเมทิลลีนบลูลงไป 5 มิลลิลิตร

6. คนให้สารละลายเป็นเนื้อเดียว และตั้งทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที สารละลายจะเปลี่ยนจากสีฟ้า เป็นสารละลายใส ไม่มีสี หลังจากนั้นให้ปิดด้วยจุกยาง

7. ติดฉลากขวดระบุว่าเป็นสารอันตรายห้ามรับประทาน

8. ทดสอบเขย่า สารละลายจะกลับมาเป็นสีฟ้าอีกครั้ง

 

หมายเหตุ : เมื่อทิ้งสารละลายไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง สารละลายจะกลายเป็นสีเหลือง ไม่กลับมาเป็นสีฟ้าอีก

links: https://www.youtube.com/watch?v=MWJ-peS388o

Popularity: 1% [?]

Search
glassware chemical