Author Archive

หลักการของโครมาโทกราฟี

โครมาโทกราฟี อาศัยหลักการละลายของสารในตัวทำละลาย  และการถูกดูดซับโดยตัวดูดซับ  โดยสารที่ต้องการนำมาแยกโดยวิธีนี้จะมีสมบัติการละลายในตัวทำละลายได้ไม่เท่ากัน  และตัวถูกดูดซับโดยตัวดูดวับได้ไม่เท่ากัน  ทำให้สารเคลื่อนที่ได้ไม่เท่ากัน

วิธีการทำโครมาโทกราฟี

นำสารที่ต้องการแยกมาละลายในตัวทำละลายที่เหมาะสมแล้วให้เคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับ  การเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับขึ้นอยู่กับความสามารถในการละลายของสารแต่ละชนิดในตัวทำละลาย  และความสามารถในการดูดซับที่มีต่อสารนั้น  กล่าวคือ  สารที่ละลายในตัวทำละลายได้ดี  และถูกดูดซับน้อยจะถูกเคลื่อนที่ออกมาก่อน  ส่วนสารที่ละลายได้น้อยและถูกดูดซับได้ดี  จะเคลื่อนที่ออกมาทีหลัง  ถ้าใช้ตัวดูดซับมาก
ๆ  จะสามารถแยกสารออกจากกันได้

การเลือกตัวทำละลายและตัวดูดซับ

1.  ตัวทำละลายและสารที่ต้องการแยกจะต้องมีการละลายไม่เท่ากัน
2.  ควรเลือกตัวดูดซับที่มีการดูดซับสารได้ไม่เท่ากัน
3.  ถ้าต้องการแยกสารที่ผสมกันหลายชนิด  อาจต้องใช้ตัวทำละลายหลายชนิดหรือใช้ตัวทำละลายผสม
4.  ตัวทำละลายที่นิยมใช้  ได้แก่  เฮกเซน  ไซโคลเฮกเซน  เบนซีน  อะซีโตน คลอไรฟอร์ม เอธานอล
5.  ตัวดูดซับที่นิยมใช้  ได้แก่  อะลูมินาเจค (Al2O3)  ซิลิกาเจล  (SiO2)

ค่า Rf โครมาโทกราฟีแบบกระดาษสามารถนำมาคำนวณหาค่า Rf ได้
ค่า Rf (Rate of flow) เป็นค่าเฉพาะตัวของสาร
ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวทำละลายและตัวดูดซับ ดังนั้นการบอกค่า Rf ของสารแต่ละชนิดจึงต้องบอกชนิดของตัวทำละลาย และตัวดูดซับเสมอค่า Rf
สามารถคำนวณได้จากสูตร

Rf    =     ระยะทางที่สารเคมีคลื่อนที่(cm)
ระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่ (cm)

สารต่างชนิดกันจะมีค่า Rf แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถใช้ค่า Rf มาใช้ในการวิเคราะห์ชนิดของสารได้กล่าวคือ ถ้าสารใดมีความสามารถในการละลายสูงจะมีค่า Rf มาก เนื่องจากตัวทำละลายจะเคลื่อนที่เร็วกว่าสารที่จะแยก ค่า Rf < 1 เสมอ  ถ้าใช้ตัวทำละลายและตัวดูดซับชนิดเดียวกันปรากฏว่ามีค่า Rf เท่ากัน อาจสันนิษฐานได้ว่า สารดังกล่าวเป็นสารชนิดเดียวกัน หรือนำสารตัวอย่างมาทำโครมาโทกราฟีคู่กับสารจริงก็ได้

ข้อดีของโครมาโทกราฟี
1.  สามารถแยกสารที่มีปริมาณน้อยได้
2.  สามารถแยกได้ทั้งสารที่มีสี และไม่มีสี
3.  สามารถใช้ได้ทั้งปริมาณวิเคราะห์ (บอกได้ว่าสารที่แยกออกมา มีปริมาณเท่าใด) และคุณภาพวิเคราะห์ (บอกได้ว่าสารนั้นเป็นสารชนิดใด)
4.  สามารถแยกสารผสมออกจากกันได้
5.  สามารถแยกสารออกจากกระดาษกรองหรือตัวดูดซับโดยสกัดด้วยตัวทำละลาย

Popularity: 3% [?]

หลอดดักแก๊ส Durham tubes

หลอดเดอแฮม (Durham tubes) โดยทั่วไปจะใช้ทดลองทางชีววิทยา เพื่อติดตามตรวจวัดแก๊สที่เกิดขึ้นจากจุลชีพ ในการทดลองจะใช้หลอดเดอแฮม หรือ หลอดทดลองขนาดเล็ก (ขนาด 5X50 mm) ใส่ลงไปในลักษณะคว่ำลง ลงไปในหลอดทดลองขนาดใหญ่อีกอันหนึ่ง เริ่มต้นการทดลองจะใส่อาหารเลี้ยงเชื้อที่จุลชีพสามารถเจริญเติบโตได้ลงไปในหลอดเดอแฮมนี้ก่อน จากนั้นนำไปบ่มในตู้บ่ม (incubator)  ที่มีสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของจุลชีพ หากมีแก๊สเกิดขึ้นหลังจากการบ่ม แก๊สจะถูกดักไว้ในหลอดเดอแฮมนี้ ในช่วงเริ่มต้นหลังจากที่คว่ำหลอดเดอแฮมลงไปในอาหารเลี้ยงเชื้อจะพบฟองอากาศอยู่ด้านบน ฟองอากาศนี้จะถูกไล่ออกไปหลังจากผ่านกระบวนการสเตอร์ริไลซ์ ที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 นาที

Popularity: 2% [?]

Solid phase extraction

Solid phase extraction (SPE) มีชื่อทางการค้าว่า SPE cartridge หรือ Sep-Pak เป็นวิธีการแยกสารออกจากละลายผสมที่เราสนใจ
โดยใช้คุณสมบัติที่แตกต่างกันทางกายภาพและเคมี ห้องปฏิบัติการทางเคมีวิเคราะห์ใช้ SPE เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารตัวอย่างและทำให้บริสุทธ์ก่อนการวิเคราะห์ด้วยเครื่อง high performance liquid chromatography (HPLC) นอกจากนั้นยังใช้แยกสารตัวอย่างที่ต้องการวิเคราะห์(analyte) ออกจากส่วนผสมที่อาจจะมีผลต่อการวิเคราะห์(matrices) จากตัวอย่างชนิดต่างๆ เช่น น้ำทะเล เลือด เครื่องดื่มอัลกอฮอล์ ดิน และเนื้อเยื่อของสัตว์

หลักการของ SPE เมื่อสาร analyte และสารเจือปนละลายอยู่ในสารละลาย (เรียกสารละลายว่าเฟสที่เคลื่อนที่, mobile phase) ผ่านไปยังเฟสที่อยู่กับที่ (stationary phase) มีลักษณะเป็นของแข็ง สาร analyticและสารเจือปนบางส่วน จะถูกดูดซับที่เฟสที่อยู่กับที่ จากนั้นผ่านด้วย mobile phase หรือตัวทำลายชนิดอื่น กำจัดสารเจือปนที่ไม่ต้องการออกไป ซึ่งจะเหลือเฉพาะ analyte ที่ติดอยู่กับ stationary phase เท่านั้น หลังจากนั้นจะใช้ mobile phase ที่สามารถชะเอา analyte ที่เราต้องการออกมา และนำไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิคทางโครมาโทรกราฟี หรือ วิเคราะห์โดยวิธีอื่นๆ ที่ต้องการได้

stationary phase ที่เป็นของแข็งจะถูกบรรจุในกระบอกฉีดยาพลาสติกหรือแก้ว หรืออาจจะทำเป็นแผ่นคล้ายกับกระดาษกรอง ในการใช้งานจริงจะใช้ SPE ต่อเข้ากับชุดทำสูญญากาศ เพื่อให้สารละลายไหลได้รวดเร็วขึ้น

โดยส่วนใหญ่แล้ว stationary phase จะทำมาจาก silica ที่สร้างถูกยึดด้วยสารที่มีคุณสมบัติเฉพาะ เหมาะสำหรับดูดซับ analyte เช่น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีอะตอมคาร์บอน 8 และ 18 ตัว (SPE C8, C18) สารที่มีหมู่อะมิโน (สำหรับกระบวนการแลกเปลี่ยนประจุลบ) และสารที่มีหมู่ซัลโฟนิค หรือ คาร์บอกซิลิก (สำหรับกระบวนการแลกเปลี่ยนประจุบวก)

Popularity: 2% [?]

พาราฟิล์ม, Parafilm M

พาราฟิล์ม (Parafilm)
ทำด้วยพลาสติกพาราฟิน มีลักษณะเป็นฟิล์มติดกับแผ่นกระดาษ ใช้สำหรับปิดปากขวดหรือภาชนะใส่สารละลาย
โดยพาราฟิล์มนี้มีคุณสมบัติ นุ่มยืดออกได้ ทนความร้อน กันน้ำ ไม่มีกลิ่น แสงกึ่งผ่านได้ และมีความเหนียวติดกับภาชนะได้ดี
นอกจากนั้นยังใช้ปิดภาชนะเพื่อป้องกันความชื้นและการปนเปื้อนของอากาศ เมื่อต้องการเก็บสารตัวอย่างไว้ ได้ อย่างไรก็ตามพาราฟิล์มนี้ก็ฉีกขาดเสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศและแสง จึงไม่ควรใช้พาราฟิล์มปิดปากภาชนะแล้วเก็บไว้เป็นเวลานานเกินไป

ข้อควรระวังในการใช้งาน

– ไม่ปลอดภัยเมื่อใช้ในการ autoclave

– ไอระเหยของตัวทำละลายบางอย่างละลายพาราฟิล์มได้

Popularity: 3% [?]

กรวยอิมฮอฟฟ์ Imhoff cone

กรวยอิมฮอฟฟ์ (Imhoff cone) ใช้เป็นอุปกรณ์ในการวิเคราะห์หาปริมาณของแข็งที่อยู่ในน้ำ น้ำเสีย ด้วยวิธีการตกตะกอนซึ่งตะกอนที่ตกลงมาโดยวิธีการนี้เรียกว่า ตะกอนหนัก อาจใช้ฝาปิดกรวยหรือไม่ก็ได้ การวัดปริมาตรของของแข็งหรือน้ำหนัก จะวัดหลังจากกำหนดเวลาที่แน่นอน เช่น 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง (โดยปกติ 1 ชั่วโมง) โดยการอ่านค่าของแข็งที่ตกตะกอนแล้วที่ขีดบอกปริมาตรของกรวยขนาด 1 ลิตร หน่วยของตะกอนหนักรายงานเป็น มิลลิลิตรต่อลิตร

Popularity: 2% [?]

ชุดอุปกรณ์การกลั่นด้วยไอน้ำ

 ชุดอุปกรณ์การกลั่นด้วยไอน้ำ Steam distillation equipment การกลั่นด้วยไอน้ำ Steam distillation เป็นเทคนิคการแยกของเหลวผสมให้บริสุทธิ์อีกวิธีหนึ่ง โดยใช้แยกของเหลวผสมที่ไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน (immiscible liquids) จะพบว่าจุดเดือดของของเหลวผสมจะต่ำกว่าจุดเดือดของของเหลวบริสุทธิ์แต่ละตัวก่อนการผสม เมื่อให้ความร้อนของเหลวผสม ของเหลวแต่ละตัวจะเกิดความดันอย่างอิสระ ต้านกับความดันภายนอก จนกระทั่งความดันไอรวมเท่ากับความดันบรรยากาศ (760 mmHg)  ก็จะเกิดการเดือดขึ้น อุณหภูมิที่ทำให้ของเหลวผสมเดือดนี้คือจุดเดือดของของเหลวผสมนั่นเอง ตัวอย่างการกลั่นด้วยไอน้ำเช่น naphthalene หรือลูกเหม็น มีจุดเดือดอยู่ที่ 218 องศาเซลเซียส หากใช้การกลั่นด้วยไอน้ำจะสามารถทำให้ naphthalene เดือดได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส และพาหรือแยกออกมาพร้อมไอน้ำได้ และที่พบได้บ่อยคือ เราสามารถประยุกต์ใช้ในการกลั่นน้ำมันหอมระเหย จากผิวมะกรูด ผิวส้ม ฯลฯ ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งการกลั่นกลั่นด้วยไอน้ำก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกันคือ สารที่จะนำมากลั่นนั้นต้องไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำหรือสลายตัวเมือถูกไอน้ำ สารนั้นต้องไม่รวมตัวกับน้ำ และต้องมีความดันไอไม่น้อยกว่า 5 mmHg ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส

Popularity: 2% [?]

Search
glassware chemical