แก้วสี (colored glass)


แก้วสี (colocolored_glassesred glass) หรือกระจกสี เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ 2500 ปีมาแล้ว ชาวอียิปต์ได้ประดิษฐ์แก้วทึบแสงขึ้นมา ส่วนในสมัยประวัติศาสตร์กลาง ก็มีการนำแก้วสีมาตกแต่งโบสถ์วิหารโดยใช้ทำกระจกที่มีสีสันต่างๆ เช่นแก้วสีชมพู (Crimson pink) ซึ่งมีความสวยงามมาก ผลิตจากช่างแก้วชาวเวนิช จากนั้นได้มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ตามยุคสมัยต่างๆ

แก้วสี (colored glass)  ทำได้ด้วยการเติมสารอนินทรีย์ ในกลุ่มโลหะออกไซด์ ลงไปในเนื้อแก้วใส ในปริมาณมากน้อยต่างกันไป อาจเป็นชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ แล้วนำไปหลอมรวมกัน โดยปริมาณของโลหะออกไซด์ที่เติมลงไป ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็เพียงพอที่ทำให้แก้วเกิดสีได้ ซึ่งไม่ทำให้คุณสมบัติของแก้วเดิมเปลี่ยนไป สีของแก้วที่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดออกไซด์ของโลหะ เช่น เติมคอปเปอร์ออกไซด์ (CuO) จะได้แก้วสีน้ำเงินหรือสีเขียว หากต้องการแก้วสีเขียวเหลืองก็เติมออกไซด์ของยูเรเนียมเข้าไป สารอนินทรีย์ที่ใช้ผสมแก้วและสีที่เกิดขึ้นแสดงดังตารางข้างล่างนี้

สารอนินทรีย์ที่ใช้

สีที่ปรากฏ

โลหะเงิน (Ag) สีเหลือง
ทองแดงออกไซด์ (CuO) สีเขียวและสีน้ำเงิน
ทองแดง (Cu) สีแดงทับทิม
แคดเมียมซัลไฟด์ (CdS) สีเหลือง
แคดเมียมซัลไฟด์ผสมกับซีลิเนียม (CdS & Se) สีแดงสดและสีส้ม
โลหะซีลิเนียมอ (Se) สีชมพู แดง และน้ำตาลแดง
โลหะไทเทเนียมและซีเรียมออกไซด์ (Ti & Ce) สีเหลือง
กำมะถัน (S) สีเหลืองอำพัน
กำมะถันกับตะกั่ว(Pb)/เหล็ก(Fe)/นิกเกิล(Ni)/โคบอลท์(Co) สีดำเข้ม
เหล็กออกไซด์ (Fe2O3) สีน้ำเงิน เขียมและเหลืองอำพัน
แมงกานีสออกไซด์ (MnO2) สีเหลืองอำพัน
โครเมียมออกไซด์ (CrO,Cr2O3) สีเขียว
นิกเกิลออกไซด์และโคบอลท์ออกไซด์ (NiO, Ni2O3 & CoO, Co2O3) สีน้ำตาล ม่วง และน้ำเงินเข้ม

นอกจากการทำให้แก้วมีสีสันด้วยการเติมสารอนินทรีย์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการอื่นอีกโดยการระบายสีลงบนแก้ว (staining or painting) และการเคลือบสีทับเนื้อแก้ว หลังจากตกแต่งแก้วตามความต้องการแล้ว ต้องนำแก้วไปเผาอีกครั้ง เพื่อให้สีติดแน่นลงไปในเนื้อแก้ว จะพบแก้วสี(colored glass) ได้ทั่วไปในปัจจุบัน ในร้านค้าเครื่องประดับ และตกแต่ง ร้านค้าภาชนะเครื่องแก้ว

Popularity: 24% [?]

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Search
Glassware Chemical Products