ไมโครเวลเพลท (microwellplate)

ไมโครเวลเพลท (microwell plate) หรือ ไมโครไทเทอร์เพลท (microtiter plate) มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมที่มีช่องหรือหลุมเล็กๆ จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ใช้เป็นภาชนะสำหรับใส่ตัวอย่างหน้าที่คล้ายหลอดทดลองขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้ว microplate จะมีช่องหรือหลุมใส่ตัวอย่าง จำนวน 6, 24, 96,384 หรือ 1536 ช่อง ขนาดของช่องก็แตกต่างกันไป มีทั้งช่องชนิดกลมและสี่เหลี่ยม สามารถบรรจุสารตัวอย่างได้ระดับนาโนลิตร ถึง มิลลิลิตร

วัสดุที่ใช้ผลิตไมโครเพลทก็มีหลายชนิด หากใช้พลาสติกชนิดพอลีสไตลีน จะใช้งานทางด้านการตรวจวัดเชิงแสง ไมโครเพลทบางชนิดก็ผลิตเป็นสีขาวโดยการผสมไทเทเนียมออกไซด์ ใช้สำหรับวัดค่าการดูดกลืนแสง(absorbance) และการวัดการเปล่งแสง(luminescence) หากต้องการสีดำก็จะผสมคาร์บอนลงไป ใช้ในงานทดสอบทางด้านชีววิทยา เมื่อใช้พลาสติกชนิดพอลิพอพิลีน ก็สามารถทนต่อความเย็นถึง -80 องศาเซลเซียสได้ นอกจากนั้นวัสดุที่ใช้ผลิตไมโครเพลท ยังใช้แก้ว หรือแก้วควอทซ์ เพื่อการใช้งานในลักษณะที่มีลักษณะเฉพาะอีกด้วย

ไมโครเพลทจึงเป็นอุปกรณ์ที่ประยุกต์ใช้ในงานได้หลากหลายด้าน เช่นการวิเคราะห์ วิจัย การทดสอบในห้องปฏิบัติการทางด้านคลินิก ฯลฯ  โดยใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับการกรองสาร การแยกสาร การเก็บสาร การผสมสารเพื่อทำปฏิกิริยา การเพาะเลี้ยงเซลล์ และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นต้น

Popularity: 1% [?]

กรวยหยด dropping funnel

กรวยหยด (dropping funnel) จัดเป็นอุปกรณ์เครื่องแก้วในห้องปฏิบัติการ ใช้สำหรับถ่ายเทของเหลวหรือสารละลาย ซึ่งสามารถควบคุมการไหลของของเหลวได้โดยก๊อกเปิดปิด(stopcock) โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในการเติมสารรีเอเจนต์ในปริมาณน้อย ทีละหยดๆ เพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างช้าๆ ป้องกันการเกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรง หรือเกิดปฏิกิริยาข้างเคียง ได้ผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่พึงประสงค์ ที่บริเวณใกล้ปลายของกรวยหยดจะมีข้อต่อแก้ว สามารถใช้ต่อเข้ากับขวดก้นกลมได้ และท่อแก้วที่อยู่ด้านขวาหรือแขนของกรวยหยด มีไว้สำหรับปรับความดันภายในกรวยหยดให้เท่ากับความดันภายนอก

 

Popularity: 1% [?]

ขวดพิคโนมิเตอร์ Pycnometer

พิคโนมิเตอร์ ขวดพิคโนมิเตอร์ Pycnometer เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับหาค่าความหนาแน่นของของเหลว โดยทั่วไปแล้ว pycnometer ทำด้วยแก้วลักษณะคล้ายขวดวัดปริมาตร ฝาที่ใช้ปิดก็ทำด้วยแก้วเช่นเดียวกันซึ่งมีลักษณะพิเศษคือมีท่อขนาดเล็ก (capillary tube) จากด้านบนผ่านถึงสารละลายภายใน pycnometer เพื่อให้อากาศที่อยู่ในของเหลวสามารถเคลื่อนที่ออกไปยังด้านบนได้ การใช้งานจะใช้น้ำบริสุทธิ์ หรือ สารปรอท เป็นสารมาตรฐาน ในการเปรียบเทียบกับสารตัวอย่างอื่นที่เราต้องการหาค่าความหนาแน่น แล้วนำไปชั่งด้วยเครื่องชั่งที่มีความละเอียดสูง การคำนวณหาค่าความหนาแน่นโดยใช้ความสัมพันธ์ D=M/V, ค่าความหนาแน่น = มวล (กรัม) / ปริมาตร (มิลลิลิตร)

Pycnometer ยังสามารถประยุกต์ใช้กับตัวอย่างที่เป็นของแข็ง เช่น ดิน เซรามิก ได้เช่นเดียวกัน ทำได้โดยการใส่ตัวอย่างของแข็งลงไปใน pycnometer จะได้นำหนักของดิน หลังจากนั้นเติมน้ำหรือของเหลวที่ทราบความหนาแน่น (ของเหลวนี้จะต้องไม่ละลายตัวอย่าง) นำไปชั่งน้ำหนัก จะทำให้ทราบถึงน้ำหนักของของแข็งที่เข้าไปแทนที่น้ำ และสามารถคำนวณหาค่าความถ่วงจำเพาะหรือค่าความหนาแน่นได้

ความสัมพันธ์ระหว่าง ความถ่วงจำเพาะและความหนาแน่น

ความถ่วงจำเพาะของวัตถุ = ความหนาแน่นของวัตถุ / ความหนาแน่นของน้ำ = ความหนาแน่นของวัตถุ / 1

นั่นคือ ความถ่วงจำเพาะของวัตถุ = ความหนาแน่นของวัตถุ

Popularity: 1% [?]

ถ้วยเผาสาร combustion boat

ถ้วยเผาสาร ลักษณะรูปร่างถ้วยคล้ายเรือ จึงเรียกว่า คอมบัสชันโบท (Combustion boats), คอมบัสชัน โบท เป็นอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์อีกชนิดหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติที่ทนต่อความร้อนมากกว่า 1000 องศาเซลเซียส และทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี จึงใช้เป็นถ้วยสำหรับใส่ตัวอย่าง ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิสูง เช่น การทดลองวิเคราะห์หาปริมาณของคาร์บอนในเหล็ก จะใช้ชิ้นส่วนของเหล็กใส่ลงในคอมบัสชัน โบท และนำไปเผาให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 760 ถึง 815 องศาเซลเซียส พร้อมทั้งผ่านก๊าซออกซิเจนเข้าไปด้วย คาร์บอนจะถูกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จะตรวจวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นที่อุณหภูมิต่างๆ และคำนวณหาปริมาณของคาร์บอนในตัวอย่างเหล็กได้

Popularity: 1% [?]

Boiling chip

Boiling chip เป็นวัสดุของแข็ง ที่มีรูพรุนขนาดเล็ก  ใช้ในกระบวนการกลั่นและการให้ความร้อน โดยใส่ boiling
chip ลงไปในของเหลวที่อยู่ในขวดกลั่น เพื่อป้องกันการเดือดอย่างรุนแรง เมื่อของเหลวได้รับความร้อนจนจนกระทั่งอุณหภูมิถึงจุดเดือดแต่ไม่เดือด (super heating) เกิดความร้อนสะสมในระบบ หากมีฝุ่นหรือใช้แท่งแก้วคนคนจะเกิดการเดือดอย่างรุนแรง ทำให้เกิดอันตรายจากการกระเด็นของของเหลว สัมผัสผิวหนัง เครื่องมือเครื่องใช้เสียหายได้ จึงจำเป็นต้องใช้ Boiling chip ในกระบวนการกลั่นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว ตัวอย่างวัสดุที่นำมาใช้เป็น Boiling
chip เช่น อะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมซัลเฟต เศษถ้วยกระเบื้อง ผงถ่าน วัสดุเคลือบพลาสติกชนิด Teflon และ Glass bead โดยวัสดุที่นำมาใช้จะต้องไม่ทำปฏิกิริยากับสารในขวดกลั่น เราสามารถใช้เศษถ้วยกระเบื้อง หรือเศษแก้วภายในห้องปฏิบัติการมาใช้เป็น Boiling chip ได้

Popularity: 4% [?]

หลักการของโครมาโทกราฟี

โครมาโทกราฟี อาศัยหลักการละลายของสารในตัวทำละลาย  และการถูกดูดซับโดยตัวดูดซับ  โดยสารที่ต้องการนำมาแยกโดยวิธีนี้จะมีสมบัติการละลายในตัวทำละลายได้ไม่เท่ากัน  และตัวถูกดูดซับโดยตัวดูดวับได้ไม่เท่ากัน  ทำให้สารเคลื่อนที่ได้ไม่เท่ากัน

วิธีการทำโครมาโทกราฟี

นำสารที่ต้องการแยกมาละลายในตัวทำละลายที่เหมาะสมแล้วให้เคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับ  การเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับขึ้นอยู่กับความสามารถในการละลายของสารแต่ละชนิดในตัวทำละลาย  และความสามารถในการดูดซับที่มีต่อสารนั้น  กล่าวคือ  สารที่ละลายในตัวทำละลายได้ดี  และถูกดูดซับน้อยจะถูกเคลื่อนที่ออกมาก่อน  ส่วนสารที่ละลายได้น้อยและถูกดูดซับได้ดี  จะเคลื่อนที่ออกมาทีหลัง  ถ้าใช้ตัวดูดซับมาก
ๆ  จะสามารถแยกสารออกจากกันได้

การเลือกตัวทำละลายและตัวดูดซับ

1.  ตัวทำละลายและสารที่ต้องการแยกจะต้องมีการละลายไม่เท่ากัน
2.  ควรเลือกตัวดูดซับที่มีการดูดซับสารได้ไม่เท่ากัน
3.  ถ้าต้องการแยกสารที่ผสมกันหลายชนิด  อาจต้องใช้ตัวทำละลายหลายชนิดหรือใช้ตัวทำละลายผสม
4.  ตัวทำละลายที่นิยมใช้  ได้แก่  เฮกเซน  ไซโคลเฮกเซน  เบนซีน  อะซีโตน คลอไรฟอร์ม เอธานอล
5.  ตัวดูดซับที่นิยมใช้  ได้แก่  อะลูมินาเจค (Al2O3)  ซิลิกาเจล  (SiO2)

ค่า Rf โครมาโทกราฟีแบบกระดาษสามารถนำมาคำนวณหาค่า Rf ได้
ค่า Rf (Rate of flow) เป็นค่าเฉพาะตัวของสาร
ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวทำละลายและตัวดูดซับ ดังนั้นการบอกค่า Rf ของสารแต่ละชนิดจึงต้องบอกชนิดของตัวทำละลาย และตัวดูดซับเสมอค่า Rf
สามารถคำนวณได้จากสูตร

Rf    =     ระยะทางที่สารเคมีคลื่อนที่(cm)
ระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่ (cm)

สารต่างชนิดกันจะมีค่า Rf แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถใช้ค่า Rf มาใช้ในการวิเคราะห์ชนิดของสารได้กล่าวคือ ถ้าสารใดมีความสามารถในการละลายสูงจะมีค่า Rf มาก เนื่องจากตัวทำละลายจะเคลื่อนที่เร็วกว่าสารที่จะแยก ค่า Rf < 1 เสมอ  ถ้าใช้ตัวทำละลายและตัวดูดซับชนิดเดียวกันปรากฏว่ามีค่า Rf เท่ากัน อาจสันนิษฐานได้ว่า สารดังกล่าวเป็นสารชนิดเดียวกัน หรือนำสารตัวอย่างมาทำโครมาโทกราฟีคู่กับสารจริงก็ได้

ข้อดีของโครมาโทกราฟี
1.  สามารถแยกสารที่มีปริมาณน้อยได้
2.  สามารถแยกได้ทั้งสารที่มีสี และไม่มีสี
3.  สามารถใช้ได้ทั้งปริมาณวิเคราะห์ (บอกได้ว่าสารที่แยกออกมา มีปริมาณเท่าใด) และคุณภาพวิเคราะห์ (บอกได้ว่าสารนั้นเป็นสารชนิดใด)
4.  สามารถแยกสารผสมออกจากกันได้
5.  สามารถแยกสารออกจากกระดาษกรองหรือตัวดูดซับโดยสกัดด้วยตัวทำละลาย

Popularity: 3% [?]

Search
Glassware Chemical Products